วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562
3 เทคนิคใหม่ ที่ทำให้ 5G เปลี่ยนโลก (Disruptive EP4)
โทรศัพท์เริ่มจากยุค
1G ที่ยังเป็น Analog ระบบ Cross Bar เป็นแป้นหมุน ที่มี 10 รูรอบแป้นหมุน
2G แปลงสัญญาณเป็น Digital พูดคุยได้ชัดขึ้น และส่งข้อมูลได้ 64 kbps
3G เน้นการส่งข้อมูลให้แรงขึ้น ได้สูงสุดถึง 21 Mbps
4G ยังเน้นการส่งข้อมูลให้แรงขึ้นไปอีก 10 เท่าของ 3G และมีเพิ่ม IoT
แล้ว 5G หล่ะ ยังคงเน้นการข้อมูลให้แรงขึ้นไปอีก ใช่มั้ย? คำตอบคือ
"ใช่ แต่มันมีอะไรมากกว่านั้นอีก" เพราะ 5G ตั้งใจเพื่อจะมาเปลี่ยนโลก
-----
เทคนิคใหม่ อย่างแรก คือ *** Enhance Mobile Broadband ***
เป็นการเพิ่มการรับและส่งข้อมูลให้แรงเพิ่มจาก 4G อีก 10 เท่า ถ้าจะเทียบ 5G กับ 3G จะเพิ่มเป็น 10 x 10 = 100 เท่า จะส่งข้อมูลได้สูงสุดถึง 2 Gbps
Note: (Data Speed)
64 kbps = 64 Kilo Bit Per Second = 64,000 Bit Per Second
21 Mbps = 21 Mega Bit Per Second = 21,000,000 Bit Per Second
2 Gbps = 2 Giga Bit Per Second = 2,000,000,000 Bit Per Second
โครงข่าย 5G นี้ จะเชื่อมโยง Mobile Device เช่น มือถือ แท็ปเล็ต ให้เชื่อมโยงกับ Internet, cloud, IoT, Drone, Robot หรืออุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย
Use case ที่ผลักดันให้เกิด 5G ให้มีเทคนิคเพิ่ม (Speed x 10 เทียบ 4G) นี้ ก็จะมี 8K Video, 3D Video, Cloud games (ภาพมีความละเอียดสูง), VR: Virtual Reality และ AR: Augmented reality เป็นต้น
-----
เทคนิคใหม่ อย่างที่ 2 คือ *** Massive Connections ***
ที่ได้เกริ่น 4G ได้เพิ่มเทคโนโลยี IoT แล้ว ส่วนของ 5G จะมีอะไรพิเศษ
ขนาดพื้นที่ 0.38 sq.mile ของ 4G เชื่อมกับอุปกรณ์ได้ 2,000 อุปกรณ์
ขนาดพื้นที่ 0.38 sq.mile ของ 5G เชื่อมกับอุปกรณ์ได้ 1,000,000 อุปกรณ์
(5G เจ๋งกว่า 4G = 500 เท่า)
ปัจจุบัน 1 คน 2 เบอร์(2 SIM) ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ต่อไปยุค IoT หมวก แว่นตา นาฬิกาข้อมือ แหวน หูฟัง เสื้อ การเกง หัวเข็มขัด รองเท้า จะมี eSIM หรือ iSIM เชื่อมโยงอินเตอร์เน็ตได้ทั้งหมด
ในโรงงานอุตสาหกรรมการผลิต จะมีหุ่นยนต์ที่ทำงานในโรงงานในพื้นที่เดียวกัน ได้หลายแสนตัวพร้อมๆ กัน
Use case ที่ผลักดันให้เกิด 5G มีเทคนิคใหม่นี้ จะมี Wearable, Smart Factory, Smart City, Smart Farming, Drone เป็นต้น
Use case ทั้งหมดนี้เป็น IoT 100%
-----
เทคนิคใหม่ อย่างที่ 3 คือ *** Low Latency ***
หน่วงต่ำมาก หรือตอบสนองอย่างทันที (Rapid response) การออกแบบและสร้างโครงข่าย 5G เกือบจะต้องเปลี่ยนอุปกรณ์ใหม่ทั้งหมด เนื่องจากเทคนิคใหม่ตัวนี้ ก็เพราะอุปกรณ์โครงข่าย 3G & 4G ในปัจจุบัน สร้างความหน่วงสูงเกินกว่ามาตรฐานที่ 5G กำหนด
ผู้ให้บริการโครงข่าย 5G ต้องลงทุนสูงมาก แล้วเทคนิคนี้ จำเป็นแค่ไหน
ในโลกอนาคต จะมีรถยนต์ขับเคลื่อนด้วยตัวเอง Self Driving Car วิ่งบนถนนปะปนไปกับ รถยนต์ที่ขับโดยมนุษย์ มีทั้งมอไซต์ จักรยาน
รวมทั้งคนเดินถนน อยู่สองข้างทางหรือกำลังข้ามทางม้าลาย
ถ้าเกิดรถคันหน้าเบรคกระทันหัน หรือมีอะไรวิ่งตัดหน้ารถยนต์ขับด้วยตัวเอง
AI คิดจะเบรคหรือหักหลบทันมั้ย ถ้าการเชื่อมโยงมีความหน่วงสูง
ปัจจุบันรายการข่าวที่มีการติดต่อแขกรับเชิญทาง Video call ยังขาดอรรถรส เพราะแขกรับเชิญทางไกล พูดโต้ตอบช้ากว่านักข่าวที่ห้องส่ง
หรือการเล่นเกมส์ VR การดูกีฬาถ่ายทอดสด การดูคอนเสิร์ต การประชุม Video Conference การผ่าตัดโดยแพทย์ทางไกล (แก้ปัญหาขาดแคลนแพทย์เชี่ยวชาญ) ฯลฯ
5G จะทำให้คนที่อยู่ห่างไกลกัน (อยู่คนละสถานที่)
เชื่อมโยงเข้าหากันด้วยการตอบสนอง เหมือนอยู่ด้วยกันจริงๆ
Use case ที่ผลักดันให้เกิด 5G มีเทคนิคใหม่นี้ จะมี VR, AR, Industry Automation, Self Driving Car, e-Healthy, Remote operation
-----
ขอขอบคุณ เจ้าของภาพ ITU: International Telecommunication Union และผู้ผลักดัน 5G
โปรดติดตาม Disruptive EP ต่อไปได้ที่
Blockdit: www.blockdit.com/worklifewinwin
Blogger: http://worklifewinwin.blogspot.com
วันจันทร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562
ทำไมต้องปลูกผักแบบ ไฮโดรออแกนิค(ใจเกษตร EP4)
ไฮโดรออแกนิค Hydro-organic คือการปลูกแบบ Hydroponics ด้วยวิธี Organic เป็นการปลูกพืชไร้ดิน(ใช้น้ำแทนดิน) ด้วยสารอินทรีย์เท่านั้น
หลายประเทศในโลกกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ Aging Society ส่งผลให้กระแสการดูแลสุขภาพ ถูกให้ความสำคัญมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการพักผ่อน การออกกำลังกาย และการเลือกกินอาหารที่ดี เป็นต้น
เกษตรอินทรีย์ จะผลิตอาหารออแกนิค Organic Food เป็นการปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ โดยปราศจากสารเคมีใดๆ Chemical Free โดยการใช้อินทรีย์วัตถุ เช่น ซากพืช ซากสัตว์ มูลสัตว์ และรู้จักการใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุ ให้กลายเป็นธาตุอาหารที่พืชต้องการ
พูดอีกอย่าง อาหารออแกนิค คือ อาหารที่ผลิตจากกระบวนการธรรมชาติ
ในอดีต ธาตุอาหารพืชมาจากดิน น้ำและอากาศ เมื่อเราผ่านยุคเกษตรกรรม และผ่านยุคอุตสาหกรรม กอปร ดินมีการเสื่อมสภาพ แร่ธาตุหลักของพืช จึงต้องมาจากการทำเหมืองแร่ ที่เรารู้กัน คือปุ๋ยเคมี N P และ K
ผู้ที่นิยมบริโภคอาหารออแกนิค เช่น ผักออแกนิค ผลไม้ออแกนิค ไข่ไก่ออแกนิค ปลาออแกนิค บางคนมีความรู้ว่า
- ปุ๋ยเคมี ไม่ใช่สารพิษ ผักที่ปลูกแบบปราศจากสารพิษ เช่น ผักที่ปลูกในโรงปิด Plant Factory ยังคงใช้ปุ๋ยเคมี AB ที่มีธาตุอาหารหลัก NPK และ 13 ธาตุอาหารรอง ผู้กินจะได้สุขภาพดีเท่ากัน
- อาหารออแกนิคแท้ๆ จะแพงกว่า อาหารปราศจากสารพิษที่ใช้ปุ๋ยเคมี
พวกเขามีความรู้ แต่ที่ยังคงเลือกอาหารอาหารออแกนิคที่แพงกว่า เพราะไม่ใช่แค่เรื่องสุขภาพดีเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย
- ปฎิเสทสารเคมี โรงงานอุตสาหกรรม และเหมืองแร่
- ส่งเสริมการผลิตอาหารแบบ Circular Economy
ทำไมต้อง ออแกนิค คำตอบคือ เพื่อสุขภาพของเรา และสุขภาพของโลก
ไปต่อด้วย ทำไมต้อง ไฮโดรโปนิกส์ Hydroponic (การปลูกพืชไร้ดิน)
การปลูกพืชไร้ดินมีมาตั้งแต่ 400 ปีก่อน เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องใหม่
(ไฮโดร) มาจากคำว่า (น้ำ) ส่วน (โปนิกส์) มาจากคำว่า (แรงงาน) หรือทำโดย ร่ามคำเป็น "ปลูกโดยน้ำ" ปลูกโดยให้น้ำไหลผ่านรากพืช
น้ำที่ไหลผ่านรากพืช จะถูกผสมด้วยธาตุอาหารพืช(ปุ๋ย) ปุ๋ยที่นิยมใช้ผสมน้ำ คือ ปุ๋ย AB ซึ่งเป็นปุ๋ยเคมีที่มีแร่ธาตุสำคัญครบทั้ง 16 ชนิด
ยังมีระบบอื่นที่น่าสนใจ นั่นคือ แอโรโปนิกส์ Aeroponics เป็นการปลูกด้วยการพ่นหมอกใส่รากพืช (ออกแบบมาเพื่อ การใช้น้ำน้อยมากๆ)
ไฮโดรโปนิกส์บางระบบ มีการกรองน้ำที่ปุ๋ยเกิดตะกอน วนน้ำกลับมาใช้ใหม่ ผู้ออกแบบเคลมว่า เป็นระบบที่ใช้น้ำน้อยที่สุด (ใช้น้ำ <1% เมื่อเทียบกับปลูกในดิน)
อควาโปนิกส์ Aquaponics คล้ายกับไฮโดรโปนิกส์ ต่างกันเพียงธาตุอาหารใช้ขี้ปลาที่เลี้ยงแทนการใช้ปุ๋ย AB
นักวิจัยไทยได้ทดสอบการปลูกแบบอควาโปนิกส์ พบว่า ธาตุอาหารที่มาจากขี้ปลา ไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของผักที่ปลูก จำเป็นต้องเสริมด้วยปุ๋ยน้ำใช้พ่นทางใบ
อควาโปนิกส์ ถ้าปลูกได้โดยไม่ต้องเสริมด้วยปุ๋ยเคมีเลย อควาโปนิกส์ ก็จะเป็น ไฮโดรออแกนิค อีกรูปแบบหนึ่ง (ผมยังไม่เคยเห็นตัวอย่างจริงในไทย)
การปลูกแบบไฮโดรออแกนิค Hydro-organic คือ การพัฒนาจากไฮโดรโปนิกส์ โดยการหมักปุ๋ยอินทรีย์ แทนการใช้ปุ๋ย AB
สรุปการปลูกพืชไร้ดิน มีอะไรบ้าง
- Hydroponics คือปลูกโดยใช้ปุ๋ย AB ละลายในน้ำ ให้ไหลผ่านรากพืช
- Aeroponics คือปลูกโดยใช้ปุ๋ย AB ละลายในน้ำ แล้วพ่นหมอกใส่รากพืช
- Aquaponics คือปลูกโดยใช้ปุ๋ยจากน้ำใช้เลี้ยงปลา ให้ไหลผ่านรากพืช
- Hydro-organic คือปลูกโดยใช้ปุ๋ยปุ๋ยอินทรีย์หมัก ให้ไหลผ่านรากพืช
ทำไมต้อง ไฮโดร คำตอบคือ ปลูกไร้ดินควบคุมง่ายกว่า
สารไนเตรต มีทั้งในปุ๋ยอินทรีย์ และในปุ๋ยเคมี เช่นกันทั้งคู่ และมีสะสมทั้งในน้ำและอยู่ในดินปลูก ได้เช่นกันทั้งคู่ด้วย (ต่างกันที่ความเข้มข้น)
ถ้าไนเตรตสะสมในใบของผักมากเกินไป หากทานเข้าไปจะเป็นพิษ
การปลูกแบบไฮโดรฯ สามารถลดความเข้มข้นปุ๋ยได้ง่ายๆ เช่น ปลูกด้วยน้ำเปล่าก่อนเก็บเกี่ยว 3 วัน ก็จะไม่มีไนเตรตสะสมในผักกินใบแล้ว
สนใจการหมักปุ๋ยและสูตรปุ๋ยอินทรีย์ โปรดติดตาม ใจเกษตร EP ต่อไปได้ที่
Blockdit: www.blockdit.com/worklifewinwin
Blogger: http://worklifewinwin.blogspot.com
5 สิ่งที่ต้องเตรียมตัวตั้งแต่ยังเรียน (รายได้หลายช่องทาง EP9)
ต่อจากรายได้หลายช่องทาง EP ก่อนนี้ เพื่อสร้างโอกาส ให้เราเป็นผู้เลือกงานที่ดีที่สุดได้ ด้วยการพยายามจบสถาบันดีๆ เกรดสูงๆ (ถ้าเราทำได้)
EP นี้ ไม่ใช่แค่เรียนจบและเกรดดีๆ
มีข้อแนะนำอยู่ 5 สิ่งที่ต้องเตรียมตัว ในช่วงวัยเรียน
1) ภาษาอังกฤษ
มีหลายเหตุผลสนับสนุน ดังนี้
- Self Learning จะมีความสำคัญมาก เพราะในโลกอนาคต skill ต่างๆจะเปลี่ยนเร็วมาก และแหล่งความรู้ skill ใหม่ๆเกือบทั้งหมดเป็น ภาษาอังกฤษ
- ตำแหน่งและความก้าวหน้า ถ้าบริษัทมีคนเก่งพอๆกันหลายคน คนที่บริษัทจะเลือกให้เลื่อนตำแหน่ง คือคนที่เก่ง ภาษาอังกฤษ
- ถ้าอยากจะขายสินค้าให้ได้มากๆ โดยต้องติดต่อคนมากที่สุด นั้นคือติดต่อกับคนทั่วโลก ภาษาที่ผู้คนทั่วโลกใช้มากที่สุด ก็คือ ภาษาอังกฤษ
เราไม่ได้ฝึก ฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษ เพื่อจะสื่อสารกับแค่คนอังกฤษหรืออเมริกา แต่เราต้องใช้ภาษาอังกฤษ สื่อสารกับคนทั้งโลก
อย่ารอให้เรียนจบ แล้วค่อยเสริมใช้ภาษาอังกฤษ ควรใช้เวลาว่างจากการเรียน สอบ Certificate ต่างๆไว้ เช่น TOEIC, TOELF, IELTS เป็นต้น
2) เลือกสายอาชีพ ที่คิดว่าใช่
High School ในต่างประเทศ ครูจะให้นักเรียนเลือกสายอาชีพตั้งแต่มัธยม โดยเลือกเรียนวิชาเฉพาะที่จะส่งเสริมอาชีพที่เลือกให้เป็นเลิศ และไม่ต้องไปเสียเวลาเรียนวิชาที่เรียนไปก็ไม่มีโอกาสได้ใช้ตลอดชีวิต
ทุกๆสิ้นปีจะมีการรีวิวผลการเรียนและความชอบของนักเรียนว่า สายอาชีพที่เลือกมาถูกทางแล้วหรือไม่ หรือควรทดลองเปลี่ยนสายอาชีพอื่น (ครูจะช่วยค้นหาตัวตนของนักเรียน)
การกำหนดเป้าหมาย(เลือกสายอาชีพ)ไว้แล้ว เป็นตัวกำหนดวิชาที่เราเลือกเรียน ถ้าไม่มีวิชานี้สอนในโรงเรียน เราก็ต้องค้นขวายคอร์สจากข้างนอก
และควรศึกษาเรื่อง Disruptive Technology เราควรเลือกสายอาชีพที่มีอนาคต เป็นที่ต้องการของตลาด หรืออีกคำที่นิยมใช้คือ Megatrends
3) สร้าง Portfolio ที่ดีเลิศ
ไม่ใช่แค่ชีวประวัติหรือความเป็นมาตัวเอง จะต้องรู้จักสะสมผลงานที่ดีเลิศ เช่น งานตัวแทนโรงเรียน งานประกวด ใบประกาศต่างๆ ผลงานที่เกี่ยวข้องกับงานสายอาชีพที่เราเลือก ตำแหน่งสำคัญตอนทำกิจกรรม เป็นต้น
4) Soft Skill
เรียนรู้และฝึกฝน การฟัง Active Listening, การนำเสนอ Excellent Presentation, การทำงานกันเป็นทีม Team Building, การโน้มนาว Influence, การแก้ปัญหา Problem Solving, สรุปใจความสั้น Short Brief เป็นต้น
5) Digital Skill
ไม่ใช่แค่เรียนรู้จักการใช้โปรแกรมในสำนักงาน เช่น Microsoft Office, Excel, Word, Power Point ซึ่งเด็กประถมหลายโรงเรียนก็เริ่มมีสอนกันแล้ว
แต่เราต้องรู้จักใช้ Digital Skill ให้ครอบคลุมให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ หรือ
ฝึกให้มี Digital Mindset เป็นคนที่ทันโลก Digitization (โลกในยุคนี้)
Digital Skill ที่ควรมี ดังนี้
- Communication Channel เช่น email, LINE, Skype, Conference
- Management เช่น Time plan, Task, Workflow, Collaboration
- Cloud เช่น share drive, file transfer, App/Platform
- Digitize document & Process เช่น Web, Blog, PDF file, data
- Programming / Coding มีความสามารถสื่อสาร ความต้องการของมนุษย์เชื่อมกับคอมพิวเตอร์หรือ AI ซึ่งต่อไป AI จะทำงานแทนคนมากขึ้นอีก
ไม่ต้องมี Digital Skill ทั้งหมด แต่ควรต้องรู้การใช้งานครอบคลุมทุกเรื่อง
แต่ในโลกอนาคต Digital Skill จะเป็นเรื่องพื้นฐานของคนทั่วไป
โปรดติดตาม รายได้หลายช่องทางใน EP ต่อไปได้ที่
Blockdit: www.blockdit.com/worklifewinwin
Blogger: http://worklifewinwin.blogspot.com
วันศุกร์ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562
เส้นทางชีวิตผ่าน ภูเขาน้ำแข็ง 3 ลูก (รายได้หลายช่องทาง EP8)
จาก EP ที่แล้ว ผมได้แนะนำนักศึกษาไปว่า จบใหม่ๆ อย่าพึ่งรีบบาลานซ์ชีวิต แต่ให้รีบขนขวายหาความรู้ที่ทันสมัย พัฒนาตัวเอง เพิ่ม Profile
และเปรียบว่า ภูเขาน้ำแข็ง 3 ลูก แทนความต้องการของเราในแต่ละช่วงวัย หรือแทนความสำเร็จแบบไหนที่เราอยากจะเป็น เมื่อเรารู้แล้วว่า เราต้องการอะไร เราจำเป็นต้องรู้เบื้องหลังของความสำเร็จ เราต้องทำอย่างไร
70-80% ในการคัดเลือกใบสมัคร เพื่อเชิญเข้ามาสัมภาษณ์ จะดูที่ชื่อสถาบันการศึกษา คณะที่จบ และเกรดเฉลี่ยที่ได้ ส่วนที่เหลือจะพิจารณา เรื่องอื่นๆ เช่น รูปแบบ Resume หรือ CV, ภูมิลำเนา ฯลฯ
(ไม่นับรวม เพศ, ช่วงอายุ ที่แต่ละตำแหน่งนั้นต้องการแตกต่างกัน)
ในตอนสัมภาษณ์งาน จะพิจาณาเรื่อง การใช้ภาษาอังกฤษ การนำเสนอตัวเอง การฟังอย่างเข้าใจประเด็น ความสนใจในตำแหน่งงานที่เปิดรับสมัคร และการดำเนินธุรกิจของบริษัท (ผู้ถูกสัมภาษณ์ จำเป็นต้องเตรียมตัว ทำการบ้านก่อนสัมภาษณ์)
แต่ 40-50% ก็ดูที่สถาบันฯ คณะที่จบ และเกรดเฉลี่ยอยู่ดี เพราะการคุยกันแค่ไม่กี่ชั่วโมง ไม่ชัดเจนเท่าเกรด ที่ใช้เวลาสะสมมา 3-4 ปี
บริษัทใหญ่ อย่าง SCG, PTT มีการตั้งเกณฑ์ที่สูง เช่น มหาลัยของรัฐบาล และเกรด 3.5 ขึ้นไป เป็นต้น
จะเห็นได้ว่า ถ้าเรียนดีเกรดสูง เราจะได้รับโอกาสเลือกงานดีๆที่เราต้องการได้มากกว่าคนอื่นๆ ดังนั้น ควรตั้งใจเรียน ขยันอ่านหนังสือ ตั้งแต่ในวัยเรียน
เมื่อเข้าสู่วัยทำงาน อายุ 20ปี ต้นๆ ควรมุ่งเน้นประสบการณ์ทำงาน ความสำเร็จของงาน ตั้งใจเรียนรู้ทั้ง Soft Skill & Hard Skill มุ่งมั่น ขยัย อดทน
ตั้งเป้าให้มีความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่การงาน หากต้องทำงานในช่วงค่ำหรือในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ ถ้างานนั้นเป็นงานสำคัญเร่งด่วน เราก็ต้องทำ
ทำให้บริษัทเห็นว่าเราเป็นคนเก่ง สู้งาน จะย้ายงานไปทำงานบริษัทอื่น ก็มีหลายบริษัทอยากรับเราเข้าทำงาน กล้าที่จะเปลี่ยนงาน เพื่อเรียนรู้สิ่งใหม่และเพิ่มประสบการณ์ให้ตัวเอง
เมื่อเข้าสู่วัย 30 ปีโดยประมาณ (แต่ละคนไม่เท่ากัน) ดูที่ความพร้อม ต่อไปก็เริ่มวางแผนการออม การลงทุน ขยายกิจการ บริหารทรัพย์สินต่างๆ วางแผนการใช้ชีวิต ดูแลให้เวลาครอบครัว รักษาสุขภาพ ใช้ชีวิตตามความฝัน
บางท่านอาจจะเก่งมาก ออมเงินได้ตั้งแต่เริ่มทำงาน หรือตั้งแต่ยังเรียน ไม่ต้องรอช่วงที่ 3 (วัย 30 ปี+)
คนส่วนใหญ่ฐานเงินเดือนเริ่มต้นทำงานยังได้น้อย ลำพังผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ก็จะไม่พอใช้อยู่แล้ว
ท่านผู้อ่าน อาจจะอยู่ช่วงวัยใดก็ได้ 40ปี 50ปี ก็ยังไม่สาย ถ้ายังคิดจะสู้
ที่ผ่านมาแล้ว "ก็ชังหัวมัน" ทดลองปรับเปลี่ยนในทางที่ดีที่ละน้อย มันจะค่อยๆมีอะไรดีๆขึ้นมาเอง
โปรดติดตาม รายได้หลายช่องทางใน EP ต่อไปได้ที่
Blockdit: www.blockdit.com/worklifewinwin
Blogger: http://worklifewinwin.blogspot.com
วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562
Disruptive ที่ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยีก็มี (Disruptive EP3)
จาก Disruptive Technology EP ก่อนนี้ แบ่งได้ 5 กลุ่ม Technology ซึ่งมี 1) 5G
2) AI
3) IoT
4) Robotics
5) Cloud
ขอเพิ่มอีก 5 กลุ่ม (ซึ่ง 2 กลุ่มสุดท้าย ไม่ใช่เพราะเทคโนโลยี)
6) Digital Currency, Blockchain & FinTech
หมายถึงกลุ่ม Financial Technology ที่เติบโตและ Disrupt ธุรกรรมทางการเงินแบบเดิมอย่างรุนแรง ช่วยให้ผู้ใช้บริการได้รับความสะดวก รวดเร็ว และค่าบริการถูกมาก ส่วนบริษัทผู้ให้บริการก็ลดต้นทุนได้ จะลำบากก็แต่พนักงานของบริษัทผู้ให้บริการ เพราะถูก Technology แย่งงานทำ
อีกอย่างที่หลายๆคนพูดถึง คือสกุลเงินดิจิตอล ที่มีใช้กันแล้ว เช่น Bitcoin, Ethereum, Litecoin
และที่กำลังฮือฮา Libra by Facebook (มีผู้ใช้ Facebook 2.45 พันล้านคน) ซึ่งเปิดตัวมาอย่างยิ่งใหญ่ แต่ถูกสกัดโดยภาครัฐบาลทั้งสหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป เพราะเกรง Libra ซึ่งบริหารจัดการโดยเอกชน จะทำลายอำนาจบริหารการเงินและการคลังระดับประเทศ
ตรงกันข้ามรัฐบาลจีน กำหนดยุทธ์ศาสตร์ชาติ จะเป็นผู้นำ AI ของโลกภายในปี 2030 ปัจจุบัน ได้พัฒนาไปไกลมากและเป็นสังคมไร้เงินสดแล้ว เอกชนจีนซึ่งสนับสนุนโดยรัฐบาล กำลังจะออกสกุลเงินดิจิตอล ในเร็วๆนี้
7) Advance Battery, EV, Autonomous Vehicles & Drone
หมายถึงกลุ่ม ขนส่ง (Transportation) เช่น
- Battery ที่บรรจุไฟครั้งเดียว รถวิ่งได้ไกลกว่าเติมน้ำมันเต็มถัง
- Self Driving Car รถขับเคลื่อนด้วยตัวเอง
- Hyperloop บริการขนส่ง ที่เร็วกว่าเครื่องบิน
- Drone เพื่อการใช้งานใรูปแบบต่างๆ มากขึ้นเรื่อยๆ
- EV รถยนต์ไฟฟ้าแทนการเผาน้ำมัน เป็นต้น
8) 3D Printing, Advance Material, & genomics
หมายถึงกลุ่มอื่นๆ ที่ไม่เข้าพวกกับ 7 กลุ่มแรกนัก เช่น
- 3D Printing เป็นการสร้างวัสดุเครื่องใช้ต่างๆ แทนที่แบบเดิม
- Advance Material เช่น ผลิตภัณฑ์นาโนเทคโนโลยี วัสดุพิเศษ ฯลฯ
- Genomics เช่น GMO, Bio Technology ต่างๆ
9) Consumer Behavior Change
หมายถึงกลุ่ม ที่ไม่ใช่เพราะ Technology แต่เป็นเพราะยุคสมัยเปลี่ยนไป พฤติกรรมของผู้บริโภคก็เปลี่ยนไปด้วย แต่มีการนำ Technology เข้ามาช่วย เพื่อการบริการที่ดีขึ้น เช่น
- บริการรถเช่า คนสมัยใหม่ไม่ยึดติดกับการเป็นเจ้าของรถ
- Food Delivery สะดวกกว่าทำอาหารกินเอง และเดินทางไปกินที่ร้าน
- Co-Working Space ช่วยให้การทำงานประหยัดและสะดวกกว่า
- Megacities การเพิ่มประชากรใน มหานคร
10) การปกป้องสิ่งแวดล้อม
หมายถึงกลุ่ม ที่มีความพยายามรักษาเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้นานที่สุด เมื่อพิสูจน์ได้ว่าพฤติกรรมบางอย่างส่งผลเสียต่ออนาคต จึงต้องเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น
- Renewable Energy เช่น แสงแดด ลม Biomass ฯลฯ
- เปลี่ยนมาบริโภคโปรตีนจากพืช และจากสัตว์ตระกูลแมลง
- ลดการบริโภคน้ำตาล และไขมันไม่ดี
- ลดหรืองดการใช้พลาสติก
- Zero Waste ขยะเหลือน้อยที่สุด
- Organic Food อาหารเกษตรอินทรีย์
โปรดติดตาม Disruptive EP ต่อไปได้ที่
Blockdit: www.blockdit.com/worklifewinwin
Blogger: http://worklifewinwin.blogspot.com
วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562
ภูเขาน้ำแข็ง 3 ลูก มองคนอื่นที่ความสำเร็จ (รายได้หลายช่องทาง EP7)
ภูเขาน้ำแข็ง 3 ลูก แทนความต้องการของเราเอง 3 ช่วงเวลา หรือ 3 ช่วงวัย
โดยการมองไปที่ความสำเร็จของคนอื่น คนที่เราอยากจะเป็นเหมือนเขา
ภูเขาน้ำแข็ง มักจะถูกใช้เพื่อเปรียบเทียบให้ตระหนักถึงเบื้องหลัง ส่วนที่คนมองไม่เห็น เป็นส่วนที่จมอยู่ใต้ทะเล ซึ่งหลายคนไม่สนใจ (behind the scenes) แต่นั้นมันใหญ่กว่า สิ่งที่เรามองเห็นมากๆ (เบื้องหลังความสำเร็จ)
ภูเขาน้ำแข็ง 3 ลูก แทนความต้องการของเรา ในแต่ละช่วงวัย
แบบที่ 1. ช่วงเรียน เด็กยังมีความต้องการอยู่ไม่กี่อย่าง เรียนดี เกรดสูงๆ ก็ดีมากแล้ว ถ้าเป็นดาวเด่น เพิ่มกิจกรรม มีรางวัลประกวดด้วย ก็สุดยอดมากๆ
แบบที่ 2. เข้าสู่วัยทำงาน เกรดเรียนดี จะถูกใช้แค่ช่วงสมัครงาน แต่ผลงาน ตำแหน่ง ความก้าวหน้า อำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ และที่สำคัญมาก ผลตอบแทนหรือฐานเงินเดือน เป็นตัวชี้วัดว่าใครเจ๋งที่สุด
แบบที่ 3. เมื่ออายุ 30ปีขึ้นไป หรือว่ามีครอบครัวแล้ว จำเป็นต้องบาลานซ์อะไรหลายๆอย่าง การงาน การเงิน ความก้าวหน้า ครอบครัว เพื่อนฝูง สังคม การยอมรับ สุขภาพ อิสระในการใช้ชีวิต เช่น ท่องเที่ยว ทำบุญ งานอดิเรก ฯลฯ และความมั่นคงในอนาคต เป็นความต้องการเพิ่มขึ้นมาจากแบบที่ 2
ที่มาของภูเขาน้ำแข็ง 3 ลูก เกิดจากผลสำรวจนักศึกษาวิศวกรรมหลายคณะ KMUTNB ในตอนที่ผมไปบรรยายพิเศษในวิชา Introduce to Engineering
ผมถามนักศึกษา 70 กว่าคนว่า ใครชอบแบบที่ 2 ทำงานมีรายได้สูงๆ หรือ
แบบที่ 3 มีงาน มีรายได้ และใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข
95% ของนักศึกษาเลือก แบบที่ 3 Work Life Balance
ผมรู้สึกได้ ถึงการหลงทาง ย้ำ... เป็นความเห็นส่วนตัว
จากประสบการณ์การทำงาน ผมเห็นและศึกษา เด็ก Gen Y ณ เวลานั้น เขาอายุ 20 ต้นๆ(เด็กจบใหม่) เขาเลือกใช้ชีวิตแบบที่ 3 Work Life Balance ในทันทีที่เริ่มชีวิตการทำงาน แบบว่าถ้าลาพักร้อน ลายาว หายไปเลย ติดต่อไม่ได้ ลูกค้า/งานค้าง ปล่อยวางได้ง่ายๆเลย
ณ เวลานั้น ผมไม่รู้ว่า ผิดหรือถูก ได้แต่ศึกษา Work Life Balance คืออะไร ทำอย่างไร ดีอย่างไร และแลกเปลี่ยนความรู้ มุมมอง จากกูรูมาหลายท่าน
กอปร ภาวะการณ์ในปัจจุบัน เรากำลังจะเข้าสู้สังคมผู้สูงอายุ หมายถึง ช่วงวัยเกษียณจะยาวขึ้น (ภาษาชาวบ้านคือ ตายยากขึ้น) แล้วเงินสะสมสำหรับเกษียณ จะพอมั้ย?
ผมสังเกตน้องๆหลายคน ผมยังไม่เคยเห็น คนที่ Work Life Balance ตั้งแต่เริ่มทำงาน แล้วชีวิตมีอิสระทางการเงินในตอนนี้
ผ่านไปหลายปี พวกเขายังคงต้องพึ่งรายได้จาก E: Employee ทางเดียว
สิ่งที่ผมแนะนำนักศึกษา ในช่วงเริ่มต้นทำงาน เป็นช่วงวัยที่ร่างกายของเราแข็งแรงที่สุด จึงเป็นโอกาสที่จะพัฒนาตัวเอง และยกระดับความสามารถในการทำงานหรือหารายได้ ดังนั้น แนะนำให้เลือกแบบที่ 2 ก่อน ในช่วงวัยที่ไม่เกิน 30 ปี
ถ้าเราเลือกแบบที่ 3 Work Life Balance ตั้งแต่เริ่มต้นทำงาน Mindset แบบนี้ จะสร้างนิสัยที่ขาดความทะเยอทะยาน หลงติดกับ Comfort Zone
อาจจะมีความสุขในการใช้ชีวิตในช่วงแรก เพราะภาระของเรายังน้อยอยู่ แต่เมื่อเข้าสู่วัยกลางคน พึ่งมาคิดได้ทีหลัง จะปรับตัวยากกว่าตอนที่ยังเป็นเด็ก
โปรดติดตาม รายได้หลายช่องทางใน EP ต่อไปได้ที่
Blockdit: www.blockdit.com/worklifewinwin
Blogger: http://worklifewinwin.blogspot.com
วันเสาร์ที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562
เพื่อนเกษตรเฟรชวิลล์ฟาร์ม เกษตรอินโน#1 (ใจเกษตร EP3)
หลายคนอาจรู้จัก เพื่อนเกษตรเฟรชวิลล์ฟาร์ม Patt Garden สวนผักธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ขับเคลื่อนโดย อาจารย์ สัมพันธ์ พิพัฒน์วรการ ผู้ที่ถ่ายทอดความรู้เกษตรสมัยใหม่ มานานกว่า 5 ปี จนเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง
เริ่มจากความไม่รู้ หลงไปซื้อกิจการแปลงผักไฮโดรโปนิกส์จากเพื่อนบ้าน ยังไม่เอะใจว่า เขาลงทุนสูงมาก แล้วทำไมขายต่อถูกมากๆ ถึงเวลาตัวเองปลูกผักเติบโตสวยงามขึ้นมาแล้ว กลับหาผู้ซื้อไม่ได้ ก็ถึงบางอ้อเลย...
ผักเหลือเยอะ ก็ทั้งแจกทั้งแถม ซื้อผัก 2 ขีด แถม 1 โล จนเป็นที่รู้จักของชาวบ้านทั่วไป แม้ไม่ได้จบเกษตรมาก่อน อาศัยความเป็นวิศวกรอุตสาหการ ป.โท Construction Management เริ่มแก้ปัญหา ปรับเปลี่ยนรูปแบบธุรกิจ
มีการเปิดสอนการปลูกผัก จีงมีรายได้ไม่ใช่แค่ขายผัก เพิ่มเป็นการขายอุปกรณ์ปลูกผัก เมล็ดพันธุ์ วัสดุปลูก ปุ๋ยแบบต่างๆ จุรินทรีย์ และไม่ใช่แค่ผัก มีทั้งเห็ดหลายชนิด แต่สินค้าที่ขายดีและโดดเด่น นั้นคือ ถั่งเช่า พัฒนาให้มีสินค้า ตั้งแต่เริ่มเพาะปลูก ยันเป็นแคปซูนพร้อมบรรจุภัณฑ์
ถือว่าเป็นเกษตรกรที่เปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม ที่เคยอยู่ใต้พ่อค้าคนกลาง ด้วยชื่อเสียง มีพัฒนาการมาโดยตลอด ก้าวทันสินค้าเกษตรที่เป็นกระแส จึงออกบูธแสดงสินค้าทั้งในห้างดังและงานแสดงสินค้าต่างๆ โดยไม่เสียค่าเช่า
สินค้าหลากหลายและเป็นที่นิยม มีผู้เข้ามาอบรมเกือบทุกสัปดาห์ ขายสินค้าทั้งที่ฟาร์ม ที่จัดงาน ขายผ่านออนไลน์ และงานที่ปรึกษาหลายแห่ง
อีกทั้งมีช่องทางสื่อออนไลน์ของตัวเอง
- เวปไซท์ www.freshvillefarm.com/
- YouTube: FreshvilleFarm Channel, มีสมาชิก 7,230 ราย
- Facebook: เพื่อนเกษตรเฟรชวิลล์ฟาร์ม Patt Garden, มีผู้ติดตาม 302,219 คน
จึงมีรายได้ ถึงล้านบาทต่อเดือน แม้ช่วงเศรษฐกิจที่ยังไม่สดใส
"เกษตรอินโน" มาจากคำว่า Innovative Farmer ผม "ใจเกษตร" คิดคำนี้โดยตั้งใจให้ผู้อ่านที่สนใจจะทำเกษตร อยากให้ศึกษาเรียนรู้ จากไอเดียของเกษตรอินโน ผู้ที่คิดและทำสิ่งใหม่ที่สร้างคุณค่า เราควรนำสิ่งดีๆ มาปรับใช้ในแบบของเรา
อ.สัมพันธ์ ได้บอกกับผู้เข้าอบรมปลูกผักว่า ปลูกผักขาย ยังงัยก็เจ๊ง ปลูกกินเอง ปลูกเป็นงานอดิเรกพอได้ แต่ถ้าคิดจะปลูกพีชให้เป็นอาชีพ จะต้อง
1. ปลูกพืชให้เป็น ยา
2. ปลูกพืชให้เป็น อาหารเสริมสุขภาพ
3. ปลูกพืชให้เป็น ผลิตภัณฑ์ความงาม
4. เป็น Coaching (อย่างที่ อาจารย์ทำอยู่ตอนนี้)
กับลูกค้าที่ซื้อแคปซูน ถั่งเช่า ไปขายต่อ (สินค้านี้ขายดีกับผู้สูงอายุ) ให้เอาสินค้าไปขายให้ดีก่อน ให้มีลูกค้าประจำ ให้มีการซื้อซ้ำ ถ้าขายดีแล้วอยากลดต้นทุนโดยการผลิตเสียเอง สอนให้ปลูกง่ายมากๆ จะเรียนเมื่อไรก็ได้
ผมไปอบรมปลูกผักกับ อ.สัมพันธ์ ได้ทั้งประวัติย่อ แนวคิด และความรู้การปลูกผักมาหลายแบบ ที่น่าสนใจสุดๆคือ ไฮโดรออร์แกนิก
โปรดติดตาม ใจเกษตร EP ต่อไปได้ที่
Blockdit: www.blockdit.com/worklifewinwin
Blogger: http://worklifewinwin.blogspot.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)












