วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2562

แนวทาง ปรัชญาต่างๆ ในการทำเกษตร (ใจเกษตร EP1)

มีหลายคนเปลี่ยนอาชีพมาทำเกษตรด้วยความรักธรรมชาติ หรือหลายคนก็ทำเกษตรกันอยู่แล้ว ต่างก็มีแนวทาง ปรัชญา วิธีคิดที่แตกต่างกันออกไป


เกษตรกรส่วนใหญ่ชอบทำตามกันไป คือเห็นคนอื่นทำแล้วดี ทำแล้วมีรายได้ชัดเจน แน่นอนถ้าเป็นเราเห็นตัวอย่างจริงๆ ก็อยากทำตาม แต่อาจลืมพิจารณาด้านตลาด Demand Supply

ถ้าทำตามกันมากเกิน จนสินค้าล้นตลาด ก็จะมีปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ นั้นก็เป็นสิ่งที่เราเห็นๆกันอยู่ ซึ่งมันเกิดขึ่นซ้ำวน เกิดเป็นวัฏสงสาร

ผมเองก็ศึกษาทำความเข้าใจ แนวทางและปรัชญาต่างๆในการทำเกษตรมาระดับหนึ่ง อาจไม่ลึกซึ้งหรือไม่ได้เข้าใจถึงแก่นของปรัชญานั้นๆ แต่ก็พอยกตัวอย่างให้เห็นว่า ถึงความหลากหลาย และมีความคิดดีๆน่าสนใจ น่านำมาเป็นแบบอย่าง เช่น

- เกษตรพอเพียง เป็นแนวทางพระราชดำรัสของในหลวงรัชการที่ ๙ คือการพึ่งพาตนเอง เดินทางสายกลาง โดยยึดหลัก พอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน(หรือไม่ประมาท) ปรัชญานี้ ไม่ใช่แค่การทำเกษตร แต่ครอบคลุมไปถึงการดำเนินชีวิตเพื่อความสุขอย่างยั่งยืน

- เกษตรผสมผสาน ซึ่งตรงกันข้างกับเกษตรเชิงเดียว คือการทำกิจกรรมหลายๆอย่างทั้งปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่เดียวกันอย่างมีประสิทธิภาพ เหมาะสมมากๆกับเกษตรกรที่มีพื้นที่จำกัด 1-10 ไร่

- เกษตรปราณีต คือการทำเกษตรแบบเข้าใจธรรมชาติ ไม่ใช้สารเคมี มีกิจกรรมหมุนเวียนทั้งปี ละเอียดแบบนั่งแยกขนาดและนับจำนวนเมล็ดผลผลิต เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการเพาะปลูก

- เกษตร ๑ ไร่ ๑ แสน คล้ายเกษตรผสมผสานผสมและเกษตรปราณีต โดยเน้นการขายตรงให้ผู้บริโภค การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การใช้พื้นที่ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ต้องผลิตปริมาณมากๆ แต่ทำให้สินค้ามีคุณภาพมากๆ เพื่อขายในราคาแพงๆได้

- เกษตรอินทรีย์ หรือ Organic คือทำเกษตรแบบปราศจากสารเคมีใดๆ โดยเน้นที่ความปลอดภัยของผู้บริโภคและตัวเกษตรกรเอง

- Smart Farming คือเน้นการใช้นวัตกรรม เช่น Big Data Analytic, IoT, AI, Automation, Robotic หลักๆก็เพื่อทดแทนแรงงานภาคเกษตรด้วยเทคโนโลยี หรือด้วยความรู้แบบใหม่ๆ

- เกษตรก้าวหน้า แนวคิดนี้ผมนำมาจากฝ่ายดูแลลูกค้าธนาคารกรุงเทพ คือ เน้นการบริหารจัดการที่ดี ทั้งเรื่องการผลิต การขายและตลาด ระบบเครือข่าย โดยมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย

- วนเกษตร คือปลูกป่าให้อุดมสมบูรณ์เรียนแบบธรรมชาติก่อน แล้วทำเกษตรในพื้นที่ป่าที่ปลูกนั้นแบบพึ่งพาอาศัย ซึ่งป่าและการปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ เอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน

- รวบรวมเมล็ดพันธุ์ ทำเกษตรเพื่อความมั่นคง ยั่งยืน พึ่งพาตนเองและช่วยเหลือเกษตรกรรายอื่นๆในพื้นที่ ให้แข่งขันกับทุนข้ามชาติได้

- เกษตรปลดหนี้ นี่อาจไม่ใช่ปรัชญา แต่ผมเห็นแนวทางนี้เยอะพอสมควร เกษตรกรมักจะมีหนี้สินติดพันมา (คงเพราะกระแสบริโภคนิยม หรือโครงการรัฐที่ล้มเหลว) ไม่แน่ใจว่า ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุหรือยัง แต่จะพยายามแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ โดยพยายามค้นหา วิธีการใหม่ๆ ใครทำแล้วประสบความสำเร็จ ใช้เทคนิคอะไรดีๆ ใช้สูตรอะไรดี ปุ๋ยยี่ห้ออะไร เมล็ดพันธุ์ดีมาจากไหน ปลูกอะไรขายได้ดี อาจเป็นกระแสก็ปลูกตามกันเลี้ยงตามกัน ตราบใดชีวิตยังไม่สิ้น หนี้สินก็ยังมี ก็ต้องสู้ชีวิตกันไป

จริงๆอาจมีมากกว่านี้ เช่น เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรยั่งยืน เกษตรธรรมชาติ เกษตรท่องเที่ยว เกษตรแปลงใหญ่ เกษตรวีคเอ็น ฯลฯ เยอะแยะมากมาย ไม่สามารถกล่าวถึงได้ทั้งหมด

สนใจเรื่องการทำเกษตร โปรดติดตาม ใจเกษตร EP ต่อไปได้ที่
Blockdit: www.blockdit.com/worklifewinwin
Blogger: http://worklifewinwin.blogspot.com

วันเสาร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2562

สิ่งที่ต้องแลก เพื่อที่จะสร้างรายได้จากเงินสี่ด้าน (รายได้ EP3)

รายได้หลายช่องทาง EP3 เรามาพิจารณา สิ่งที่เราต้องแลก (contribute) หรือเราต้องทุ่มเทมากๆ ในการหารายได้ในแต่ละด้าน


เริ่มจาก E: Employee หลายคนคุ้นเคยกับคำว่า มนุษย์เงินเดือน ตามกฎหมายแรงงาน ในแต่ละวันต้องไม่เกิน 8 ชั่วโมง (ถ้าเกินจะเป็น OT)

เช่นบริษัทประกาศว่า ให้พนักงานทำงาน 5 x 8 หมายถึง คุณต้องทำงาน 5 วัน ในหนึ่งสัปดาห์ (จันทร์-ถึง-ศุกร์) เริ่มงาน 8:30 เลิกงาน 17:30 เอาจริงๆแล้ว คุณอาจต้องใช้เวลาทำงานมากกว่านั้นอีก

หลายคนทำงานในกรุงเทพฯมีบ้านอยู่ไกลจากที่ทำงาน อาจต้องใช้เวลาไปที่ทำงาน 2 ชั่วโมง กลับมาบ้านอีก 2 ชั่วโมง รวมแล้วใช้เวลาเดินทางไปทำงาน 4 ชั่วโมงในแต่ละวัน

การที่จะมีรายได้จากชีวิตมนุษย์เงินเดือน ไม่เพียงแค่ วุฒิการศึกษา ความรู้ประสบการณ์ ความสามารถ และอีกหลายๆอย่าง แต่ดูให้ดี อะไรที่มีค่ามากที่สุดสำหรับเรา ที่นำไปแลกกับรายได้ตรงนี้ นั้นคือ "เวลาในแต่ละวัน"

S: Self Employed กิจการส่วนตัว ไม่เสมอไปที่ต้องใช้เงินลงทุน บางอาชีพ ที่ปรึกษา ฟรีแลนซ์ บริษัทรับเขียนโค้ด ก็ไม่ต้องใช้เงินอะไรมากมาย

การเริ่มต้นกิจการส่วนตัวที่ดี ต้องออกแบบให้เป็นกิจการที่ "เล็กและเร็ว" ที่สุด เล็ก หมายถึงอย่าพึ่งลงทุนมาก ถ้าทดลองแล้ว มันไม่เวิร์คเราจะได้เหลือเงินทดลองวิธีการอื่น

เร็ว หมายถึง ให้รู้ผลเร็ว 3 เดือน 6 เดือน ก็ต้องประเมินผลประกอบการได้ ปรับตัวทัน แก้ไขได้เร็ว

สิ่งที่อยากจะบอกคือ การมีกิจการส่วนตัว บางทีต้องใช้เวลามากกว่ามนุษย์เงินเดือนเสียอีก และที่ต้องเพิ่มขึ้นมากอีก คือ การตัดสินใจ การแก้ปัญหา การปรับตัว พอมาเป็นเจ้าของเอง หลายๆอย่างที่ไม่เคยทำก็ต้องทำ

การตัดสินใจนี้สำคัญ ทั้ง S & B เจ้าของต้องเป็นผู้ตัดสินใจ กำหนดชะตากิจการหรือธุรกิจของตัวเอง (S & B นั้นเหมือนกัน) เช่น
- ตัดสินใจ ปรับปรุงกิจการครั้งใหญ่ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง
- ตัดสินใจ Cut loss คือยอมรับการขาดทุน เร่งถอยก่อนที่จะไม่เหลืออะไร
- ตัดสินใจ ขยายกิจการ หมายถึง การลงทุนเพิ่มเข้าไปอีก
ลูกจ้าง ทำเต็มที่ก็แค่ให้ความเห็น แต่ตัดสินใจแบบนี้ไม่ได้

B: Business ที่ต้องแลกมากกว่า S คือ ระบบและบุคลากร ถ้ายังไม่มี ก็ต้องสร้างให้มีให้ได้ ซึ่งช่วงแรกต้องใช้ทั้งเวลาและความพยายามอย่างสูง

ระบบ หมายถึงระบบงาน การหาลูกค้า การจัดหาและส่งมอบสินค้า หรือบริการ การจัดเก็บรายได้ การบริหารจัดการการเงินและภาษี ระเบียบบริษัทฯ งานธุระการ การประเมินผล ยิ่งบริษัทใหญ่มากๆ ก็ต้องมีระบบรองรับมากๆ

อีกอย่างที่สำคัญของ B คือ People หรือบุคลากร เริ่มตั้งแต่การคัดเลือกเข้ามาทำงาน คัดกรอง(อาจหมายถึง คัดออก หรือคัดคนเก่งไปเป็นหัวหน้า) พัฒนาคน สร้างวัฒนธรรมองค์กร เป็นต้น

แน่นอน B ใช้เงินลงทุนมากกว่า S
ง่ายๆเลย S ทำเองซะหมด ไม่ต้องจ้างใครก็ได้ แต่ B ค่าใช้จ่ายพนักงาน เป็น OPEX ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่สูงอันดับต้นๆ

I: Investment แน่นอนลงทุนก็ต้องใช้เงินลงทุน ยิ่งถ้าหวังจะให้เงินทำงานแทนเราได้ ก็ต้องใช้เงินที่จำนวนมากพอสมควร
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ประสบการณ์การลงทุน ต่างหาก

การเริ่มลงทุนที่ดี คล้ายกับ S คือ ต้องออกแบบการลงทุนให้ "เล็ก" ที่สุด
เล็ก หมายถึงอย่าพึ่งลงทุนมาก เช่นลงทุนในอสังหา ก็ทดลองแค่ 1 Unit

การลงทุนจะต้องใช้เวลา (ไม่ใช่เวลาในแต่ละวัน เหมือน E นะครับ)
แต่เป็นการใช้ระยะเวลาที่ยาวนานหลายๆปี จะให้ลงทุนแบบเร็วๆ รู้ผลเร็ว ปรับเปลี่ยนเร็ว แบบ S นั้นไม่ได้

การทดลองลงทุนน้อยๆในช่วงแรก เพื่อทดลองลงทุนทั้งแบบเสี่ยงมาก และแบบเสี่ยงน้อย เรียกอีกอย่างว่า การกระจายความเสี่ยง

เมื่อเข้าใจการลงทุนหลายๆแบบ บวกกับ ใช้เวลาดูแลมาอย่างยาวนาน
นั้นคือ ประสบการณ์การลงทุน มันเป็น การเดินทางอย่างหนึ่ง

โปรดติดตาม รายได้หลายช่องทางใน EP ต่อไปได้ที่
Blockdit: www.blockdit.com/worklifewinwin
Blogger: http://worklifewinwin.blogspot.com

วันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2562

เงินสี่ด้านในแบบของผม (รายได้ EP2)


ก่อนที่จะไปถึงการสร้างรายได้ต่างๆ รายได้หลายช่องทาง EP2 ขออธิบายประเภทของที่มาและวิธีการของรายได้ ซึ่งมีความแตกต่างและเหมือนกันตรงไหนบ้าง

ผมได้อ่านหนังสือพ่อรวยสอนลูกเมื่อเกือบ 20 ก่อน ผ่านไป 10 ปี ผมเขียนผังเงินสี่ด้าน ตามที่ตัวเองเข้าใจ มันออกมาไม่เหมือนต้นฉบับของ Robert T. Kiyosaki ตรงที่ B และ I สลับกัน หนังสือเล่มนี้ ผมได้มาฟรีๆจากการเล่นเกมส์ตอบคำถามในงานเลี้ยงบริษัท ก็อ่านไปงั้นๆ เพราะตอนนั้นผมยังไม่ได้รู้ว่าการเงินเป็นเรื่องสำคัญ พออ่านจบ ...ความคิดผมก็เปลี่ยนไปเลย เงินสี่ด้านในแบบต้นฉบับ บอกว่า รายได้เริ่มมาจาก E: Employee (ลูกจ้าง) ถ้ากล้าเสี่ยง จะพัฒนาต่อไปเป็น S: Self Employed (กิจการส่วนตัว)
เมื่อสร้างระบบได้ จะพัฒนาต่อไปเป็น B: Business Owner (เจ้าของธุรกิจ) และถ้าต้องการมีอิสระภาพทางการเงิน ก็พัฒนาต่อไปเป็น I: Invester (นักลงทุน) หลายคนรู้จักเงินสี่ด้านดี (ตามรูปข้างล่าง) ในแบบของ Work Life Win Win เราไม่ต้องเปลี่ยนไปที่ละ Step แต่เราสามารถสร้างรายได้พร้อมๆกันหลายช่องทางได้ เพียงแต่ว่า B: Business Owner จะทำได้ยากที่สุด (เป็นได้ยาก ใช่ว่าจะ เป็นไปไม่ได้) นอกเหนือจากมีรายได้หลายทางพร้อมๆกันแล้ว แบบ Work Life Win Win แบ่ง 2 ช่องด้านบน เป็น E & I คือรายได้ที่มาจากธุรกิจของคนอื่น เราไปรับจ้างเขาทำงาน หรือเราไปลงทุนในธุรกิจของคนอื่น ส่วน 2 ช่องด้านล่าง เป็น S & B คือรายได้ที่มาจากกิจการหรือธุรกิจที่เราเป็นผู้สร้างขึ้นมาเอง จากไอเดีย/ความรู้ แล้วเราตัดสินใจดำเนินธุรกิจนี้เอง หากเราสามารถมีรายได้จาก 2 ช่องล่างนี้ ไม่เพียงแค่มีรายได้เท่านั้น หลายคนมีความภาคภูมิใจที่ได้มุมานะ มากกว่ารายได้แบบ 2 ช่องบน ถ้าเรามีกิจการ (S: Self Employed) ที่ survive อยู่รอดแล้ว คุณสามารถสร้างระบบ และหาคนที่เก่งกว่าคุณมาทำงานแทน เพื่อสร้างให้เป็นธุรกิจ (B: Business) โดยยอมลดอัตรากำไร แลกกับ Business Scale ที่ใหญ่ขึ้น และเราจะได้เวลาของเรากลับคืนมาด้วย รายได้จากเงินทั้งสี่ด้าน มีสิ่งที่เราต้องแลก และสิ่งที่เราต้องโฟกัส แตกต่างกัน โปรดติดตาม Work Life Win Win ใน EP ต่อไปได้ที่ Blockdit: www.blockdit.com/worklifewinwin Blogger: http://worklifewinwin.blogspot.com

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2562

รายได้ กับ เงินเก็บ อย่างไหนดีกว่ากัน (รายได้ EP1)

รายได้ก็เป็นเงิน เงินเก็บก็เป็นเงินเหมือนกัน

แล้วมันดีไม่เท่ากันเหรอ?

ถ้าคุณเข้าใจว่ามันต่างกัน แสดงว่าคุณรู้เรื่องวางแผนการเงินแล้วระดับหนึ่ง รายได้หลายช่องทาง EP1 ต้องการให้เห็นถึงความสำคัญการมีรายได้

การวางแผนใช้เงินเก็บนั้น เป็นเรื่องที่ยากเอามากๆ คุณคงจะเคยได้ยินคำพูดที่ว่า
" สิ่งที่เสียดายที่สุด คือ ตายไปใช้เงินไม่หมด แต่ที่สุดแห่งความสลด คือ ใช้เงินหมดแต่เสือกยังไม่ตาย "

ในช่วงที่เรายังมีเงินเก็บและยังมีชีวิตดีอยู่ การเก็บเงินไว้ที่บัญชีเงินออม ดอกเบี้ยที่ได้ ยังต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ ถ้าฝากประจำ ดอกเบี้ยยังถูกหักภาษีรายได้อีก นั่นก็แย่ซ้ำเข้าไปอีก

อย่างไรก็ตาม คนที่กลุ้มใจเรื่องเงินเฟ้อ กลุ้มใจที่ต้องเสียภาษีจากดอกเบี้ยอันแสนน้อยนิด ก็ยังเป็นที่น่าอิจฉาของคนมีหนี้มีสิน หรือคนไม่มีเงินเก็บเลย

สมมุติง่ายๆว่า คุณอายุครบ 50 ปี สะสมเงินเก็บได้ 10 ล้านบาท แล้วตั้งใจจะใช้เงินเดือนละ 5 หมื่นบาท ดังนั้น (10 ล้าน) หาร (5 หมื่น) หาร (12 เดือน) คุณจะแบ่งใช้เงิน ได้แค่ 16.6 ปีเท่านั้น

อ่าว... ถ้าคุณมีอายุ 66.6 ปี แล้วคุณยังไม่ตายตามแผนที่วางไว้ เงินเก็บก็ใช้หมดไปแล้ว สลดแล้วชีวิต สว.

อีกทางหนึ่ง ถ้านำเงิน10 ล้านบาทไปลงทุน หรือเปลี่ยนให้เป็นทรัพย์สินที่สร้างรายได้ โดยคาดหวังให้ได้ปันผล 7% ต่อปี (กองทุนรวม ผลการดำเนินงานย้อนหลัง 10ปี มีตั้งแต่ 5-15% ต่อปี) ให้แบ่ง 7% เป็น 5% สำหรับใช้จ่าย ส่วนอีก 2% สำหรับลงทุนเพิ่ม

ดังนั้น ส่วนปันผล 5% หรือ (10 ล้าน) คูณ (5%) หาร (12 เดือน) คุณจะมีเงินใช้เดือนละ 41,667 บาท น้อยกว่าแบ่งเงินเก็บนิดหน่อย (< 5 หมื่นบาท) อย่าพึ่งด่วนสรุปว่ารายได้ไม่ดีเท่าเงินเก็บ

ส่วนปันผลอีก 2% นำไปสะสมเงินลงทุนหรือเพิ่มทรัพย์สินทุกครั้งที่ปันผล เมื่อผ่านไป 16.6 ปี เช่นกัน มูลค่าทรัพย์สินจาก 10 ล้านบาท จะเพิ่มเป็น 13.87 ล้านบาท คิดแบบดอกเบี้ยทบต้น

เมื่อคุณมีอายุ 66.6 ปี ส่วน 5% สำหรับใช้จ่าย (13.87 ล้าน) คูณ (5%) หาร (12 เดือน) คุณจะมีเงินใช้เดือนละ 57,771 บาท คือยิ่งแก่ยิ่งมีเงินใช้เยอะ อยู่ไปอีก 20ปี, 30ปี ได้อย่างสบายใจ ไร้สลด...

ซีรีส์ รายได้หลายช่องทาง จะแชร์ประสบการณ์ตรงส่วนหนึ่ง และศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่ง ในเรื่องการสร้างรายได้หลายจากช่องทางพร้อมๆกัน

หวังว่าผู้อ่าน จะนำไปปรับใช้กับตัวเอง อยากให้มีทั้งความสุขในการทำงาน และมีความสุขในการใช้ชีวิตในเวลาเดียวกัน ตรงตามกับ Concept ของเพจผม Work Life Win Win

พบกับ Work Life Win Win ได้ที่
Blockdit: www.blockdit.com/worklifewinwin
Blogger: http://worklifewinwin.blogspot.com